บพท.ชูสูตรสำเร็จ “THE 3Ea”  สร้างเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตด้วยการสร้าง LE-Local Enterprises 

เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา กองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สังกัด สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันเกื้อกูลเศรษฐกิจชุมชน จัดงาน LEs EXPO – Local Enterprises Exposition 2026 “สูตรสำเร็จ LE-Local Enterprises…เติมอาวุธธุรกิจชุมชน…สร้างเศรษฐกิจฐานรากไทยให้เติบโตยั่งยืน” ภายใต้กรอบแนวคิด “THE 3Ea – พลังงานที่เล็กที่สุดที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้” เพื่อนำเสนอความสำเร็จของการดำเนินการภายใต้กรอบวิจัย LE (Local Enterprises = Area-based Innovation for Local-economy Growth Engine) ในการสร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชน ด้วยกระบวนการทำงานแบบเสริมพลัง-เชื่อม/สานประโยชน์ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนในพื้นที่

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจฐานรากมีสัดส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นร้อยละ 45 ของ GDP ประเทศ และเป็นแหล่งทำมาหากินของประชาชนหลายสิบล้านคน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ กระทรวง อว. จึงมุ่งนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ บูรณาการกับวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในการสร้างโอกาสใหม่เพื่อยกระดับธุรกิจชุมชน (Local Enterprises) ให้เป็น “Local Growth Engine for Local Economy Growth” หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิด “Area-Based Economy” หรือเศรษฐกิจฐานรากที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“ความสำคัญของธุรกิจชุมชน (Local Enterprises: LE) คือ การทำหน้าที่เป็นกลไกเติมเงินและกักเก็บเม็ดเงินให้อยู่ในพื้นที่ จากข้อมูลวิจัยพบว่า รายจ่ายของธุรกิจชุมชนถึงร้อยละ 71 จะหมุนเวียนอยู่ภายในท้องถิ่น ทั้งในรูปแบบการจ้างงานและการซื้อวัตถุดิบพื้นถิ่น ดังนั้น ก้าวต่อไปของกระทรวง อว. คือ การเดินหน้าสร้างและพัฒนา LE Accelerators เพื่อขยายโอกาสให้ธุรกิจชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และแหล่งทุนอย่างครบวงจร โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายให้ครอบคลุม 47,000 ธุรกิจชุมชน ภายในปี 2570 ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง เกื้อกูล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

 

รองศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ผู้อำนวยการกรอบการวิจัย Local Enterprises กล่าวว่า การทำงานของกรอบวิจัย LE เป็นการทำงานผ่าน 2 ภาคส่วนสำคัญ (Key Acting Engines) คือ (1) ทำงานร่วมกับนักวิจัยเศรษฐกิจชุมชนใน 51 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และ (2) ทำงานร่วมกับ 21,759 ธุรกิจชุมชน และ 45 นักพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (45 LE Heroes) ซึ่งทำงานผ่านกระบวนการเรียนรู้ภายใต้ 2 เครื่องมือ 1 กระบวนกร ได้แก่ (1) เครื่องมือเกื้อกูลซูเปอร์แอปพลิเคชัน และซูเปอร์ดาต้าอะนาไลติกส์ เป็นระบบปฏิบัติการเพื่อสร้างวินัยและการบริหารการจัดการทางการเงิน (Financial Literacy and Management) และ ระบบปฏิบัติการ คน-ของ-ตลาด โมเดล (2) เครื่องมือเกื้อกูลซูเปอร์บอร์ดเกมส์ ที่พัฒนาและออกแบบขึ้นเพื่อจำลองสภาพการประกอบการธุรกิจเสมือนจริง และ 3) เกื้อกูลซูเปอร์โค้ช หรือ กระบวนกรพี่เลี้ยงในกระบวนการพัฒนาเรียนรู้ทั้งหมด ที่ได้เริ่มพัฒนาขึ้นในปี 2562 เป็นต้นมา ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลการดำเนินการตลอด 7 ปีที่ผ่านมา พบว่า การพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน สามารถสร้างรายได้รวมของธุรกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 9,448 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังเกิดเม็ดเงินในการจ้าง/สร้างงาน 3,024 ล้านบาทต่อปี (จาก 72,516 คนในพื้นที่) และเกิดการการใช้วัตถุดิบในพื้นที่กว่า 5 แสนตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าวัตถุดิบในพื้นที่ปีละ 3,402 ล้านบาท

“การจัดงานวันนี้ เพื่อยืนยันว่า ธุรกิจชุมชน คือ กลไกสำคัญในการเติมเงิน สร้างฝายชะลอเงินไม่ให้ออกจากพื้นที่ จ้าง/สร้างงานให้กับคนในพื้นที่ ทั้งยังเกิดการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ และกระจายรายได้ในพื้นที่ให้เกิดความมั่งคั่งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริงและยั่งยืน และที่สำคัญคือ เป็นการนำเสนอแนวคิด กระบวนการทำงานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของกรอบวิจัย LE ภายใต้สูตรสำเร็จที่ผ่านการตกผลึกและพิสูจน์มาแล้วตลอด 7 ปี โดยให้ชื่อสูตรสำเร็จนี้ว่า “THE 3Ea” ซึ่งประกอบด้วย (1) 3E = Operating Growth Framework, (2) 5L = Key Operating Factors, (3) 7C = Co-Collaborating Design และ (4) 9E = 9 Working Steps”

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจฐานราก เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเป้าหมายหนึ่งของ บพท. คือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ด้วยการสร้างและพัฒนากลไกการยกระดับธุรกิจชุมชน ผ่านกระบวนการทำงานแบบเสริมพลัง-เชื่อม/สานประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้นักธุรกิจและผู้ประกอบสัมมาชีพในชุมชนเกิดการพึ่งพาตนเอง และได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยต้องมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

“ที่ผ่านมาธุรกิจชุมชนของไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับ ‘การทำสัมมาชีพแบบดั้งเดิม’ (Traditional Community-based Job) ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองหรือจำหน่ายในวงจำกัด แม้จะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและวัตถุดิบที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมูลค่าสร้างสรรค์ได้ ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ต้องทำ คือ การพัฒนาและยกระดับความสามารถในการประกอบการของธุรกิจชุมชนภายในพื้นที่ ด้วยกรอบคิดที่สร้างสรรค์และทำได้จริง ได้แก่ คน-ของ-ตลาด โมเดล ที่มีบริบทพื้นที่เป็นตัวกำกับ เพื่อสร้าง คน ที่มีความสามารถพร้อมประกอบธุรกิจ ของ ที่มีมูลค่าสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นภายใต้บริบทพื้นที่และความต้องการของตลาด และท้ายสุดคือ ตลาด ที่ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้ากับตลาดเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนผ่านกลไกเติมเงินและยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ในพื้นที่ ที่นำไปสู่อัตราการเติบโตมวลรวมของธุรกิจชุมชนที่เป็นจริงอย่างยั่งยืน”