InMode ปักหมุดกรุงเทพฯ จัด Global Summit 2026  คาดเงินสะพัด 500 ล้านบาท หนุนความงาม–เวลเนส–สปาไทยสู่เวทีโลกงานสัมมนาระดับนานาชาติ Global Summit 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เชื่อมเครือข่ายแพทย์นานาชาติภายใต้แนวคิด “Restoring Vitality” ต่อยอดโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวไทย พร้อมขับเคลื่อนอนาคตที่อุตสาหกรรมความงาม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตเติบโตไปด้วยกัน

กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็นจุดนัดพบขององค์ความรู้ นวัตกรรม และโอกาสทางธุรกิจสุขภาพระดับภูมิภาค เมื่อ InMode บริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับนานาชาติ จัดงาน InMode Global Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “Restoring Vitality – Where Aesthetics Meets Functional Life” เชื่อมโยงเครือข่ายแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศกว่า 700 คน และแพทย์ไทย 6 ท่าน บนเวที มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองต่ออนาคตของการแพทย์ด้านความงาม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาพัฒนาทางเลือกในการรักษาทั้งด้านความงาม การฟื้นฟูการทำงานของร่างกาย สุขภาพ และคุณภาพชีวิต พร้อมสร้างเครือข่าย ความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ระหว่างวันที่ 4–7 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค

Mr. Moshe Mizrahy CEO of InMode เปิดเผยว่า งานสัมมนาที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นการนำองค์ความรู้ระดับโลก เชื่อมโยงสู่การบริการสุขภาพในประเทศไทยให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น นับเป็นโอกาสอันดีจากการเดินทางมารวมตัวกันของเครือข่ายแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประเทศไทย ทั้งในฐานะสถานที่จัดประชุมและจุดหมายปลายทางแห่งการดูแลสุขภาพ การพักผ่อน และการฟื้นฟูสมดุลชีวิต นำสู่การแลกเปลี่ยนทางการแพทย์กับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยแสดงจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญ คุณภาพการบริการ และเอกลักษณ์การดูแลต้อนรับ ตั้งแต่คลินิกความงามไปจนถึงบริการเวลเนสและสปา เพื่อสร้างความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือในอนาคต

โดยคาดจากการจัดงานครั้งนี้ จะมีเงินสะพัดจากการจัดงานและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องประมาณ 500 ล้านบาท สะท้อนโอกาสในการกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ธุรกิจหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม การเดินทาง อาหาร การจัดงาน และบริการสุขภาพ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยนำเสนอศักยภาพด้านการแพทย์ความงาม เวลเนส และสปาต่อเครือข่ายนานาชาติM

Nadav Cham VP Marketing & Sales and Service of APAC เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมเวชศาสตร์ความงามและธุรกิจสุขภาพ ด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ที่ทำให้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากตลาดอื่นๆ ประการแรก คือ เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีความพร้อมและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีสถานพยาบาลมากกว่า 500 แห่ง และมีโรงพยาบาลและคลินิกจำนวน 61 แห่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Joint Commission International (JCI) อีกทั้งยังมีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ไปจนถึงปี 2034

ประการต่อมา คือ ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ สิ่งที่เห็นอย่างชัดเจนคือ ผู้ป่วยให้ความสำคัญกับการเลือกแพทย์และความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะพิจารณาเลือกใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยที่พบว่า ความไว้วางใจและความพึงพอใจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำและการแนะนำต่อให้ผู้อื่น และ

ประการสุดท้าย คือ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางคลินิกในการดูแลผิวของชาวเอเชีย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะปัญหาเม็ดสีผิวและความปลอดภัยในการรักษา ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประสิทธิภาพของผลการรักษา

แนวทางสำคัญในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ คือ การเปิดโอกาสให้แพทย์ไทยมีบทบาทเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในฐานะวิทยากร ไม่ใช่เป็นเพียงผู้เข้าร่วมประชุม โดยจัดเวทีเสวนาที่แพทย์ไทยสามารถนำเสนอกรณีศึกษาและแนวทางการรักษาของตนเอง ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ พร้อมสนับสนุนให้เกิดการรวบรวมข้อมูลจากการรักษาจริงในหลายสถาบัน (Multicentre Real-World Data Collection) ตลอดจนการจัดทำบทคัดย่อผลงานวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ประสบการณ์และองค์ความรู้จากประเทศไทยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติสากล และการสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมระยะสั้น (Short Fellowships) การให้คำปรึกษาและการถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญทั้งสองฝ่าย รวมถึงการจัดตั้งคณะทำงานที่จะสานต่อความร่วมมือภายหลังสิ้นสุดการประชุม

“ความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้ไม่ควรวัดจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากผลงานทางวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์ องค์ความรู้ที่ถูกนำไปถ่ายทอด และความร่วมมือที่ยังคงดำเนินต่อไปหลังจากการประชุมสิ้นสุดลง”

คุณพชร บุญเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโหมด (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยี และเครื่องมือแพทย์เพื่อความงามและสุขภาพ เปิดเผยว่า เป็นความภาคภูมิใจที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ InMode Global Summit ครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นโอกาสอันดีให้ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกได้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อม ทั้งความเชี่ยวชาญของแพทย์ คุณภาพการบริการ และความใส่ใจในการดูแลผู้คน โดยเฉพาะการที่แพทย์ไทยได้ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ สะท้อนให้เห็นว่า แพทย์ไทยมีความรู้และประสบการณ์ที่สามารถแบ่งปันกับวงการแพทย์ระดับโลกได้ ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมยังได้สัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทย ทั้งอาหาร วัฒนธรรม และการต้อนรับที่อบอุ่น ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)

ทั้งนี้ มั่นใจว่าจากการจัดงานในครั้งนี้ จะสนับสนุนคลินิกความงาม wellness ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จากปัจจัยหนุนตั้งแต่ความรู้ที่แพทย์ได้รับ ความพร้อมของทีมงาน การเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม มีมาตรฐานในด้านความปลอดภัยและคุณภาพที่วัดผลได้ ไปจนถึงการติดตามดูแลผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ผู้คนเลือกเดินทางมาเพื่อรับการดูแลสุขภาพและพักฟื้นอย่างมั่นใจ ในส่วนของ InMode Thailand มีความมุ่งมั่นสนับสนุนทั้งการฝึกอบรม การทำงานวิจัยเชิงประจักษ์ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางคลินิก และบริการหลังการขาย เพื่อให้แพทย์มีความพร้อมในการดูแลผู้รับบริการ สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น